ค้นหา
ขาวดำ
ปกติ
ดำเหลือง
ขนาดตัวอักษร

ยุคกลาง

ประวัติกรมสื่อสารทหารเรือในยุคกลางจากอนาล็อกสู่ดิจิตอล

                    เมื่อเสร็จสิ้นสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในปี พ.ศ. ๒๔๘๘ สหรัฐอเมริกา และอังกฤษต่างก็มีอาวุธเหลือใช้จากสงครามมากมายมหาศาลไม่ทราบว่าจะจัดการ อย่างไรดี ผลของการเป็นประเทศชนะสงคราม ส่งผลดีให้ประเทศไทย ภายใต้การนำของเสรีไทยอย่างนายปรีดี พนมยงค์ ทำให้ไทยใกล้ชิดกับประเทศผู้ชนะสงครามโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกามากขึ้น และเมื่อประเทศไทยประกาศเข้าเป็นสมาชิกสหประชาชาติ ในลำดับที่ ๕๕ เมื่อ ๑๖ ธันวาคม ๒๔๘๙ จึงได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะยานรบและเครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งเหลือจากสงครามเป็นจำนวนมาก ทั้งสองประเทศจึงให้ไทยกู้เงินเพื่อซื้อของเหลือใช้สงคราม ซึ่งไทยก็เห็นว่าเป็นโอกาสอันเหมาะ เพราะวิวัฒนาการเทคโนโลยีของอาวุธได้เจริญขึ้นสูงมาก และไทยยังมีกำลังไม่เพียงพอสำหรับกองทัพเรือ พลเรือโท สินธุ์ กมลนาวิน (ยศขณะนั้น) ผู้บัญชาการทหารเรือ ได้จัดตั้งโครงการพัฒนากองทัพเรือ พ.ศ. ๒๔๙๑ และ พ.ศ. ๒๔๙๒ กำหนดโครงการไว้ ๕ ปี เรือรบที่ซื้อมาในเวลานี้มีจำนวนมาก เช่น ร.ล.อ่างทอง ร.ล.บางปะกง ร.ล.ประแส ร.ล.โพธิ์สามต้น ร.ล.กูด ร.ล.สัตกูด ร.ล.มัตโพน ในการซื้อเรือรบของกองทัพเรือ จะซื้อรถรบประเภทรถถังฮาฟแทรกกึ่งสายพาน และอาวุธเบาทางบกอื่น ๆ ใส่เรือกลับมาด้วยเสมอ ทำให้ขณะนั้นกองทัพเรือมีอาวุธยุทธภัณฑ์ที่ค่อนข้างมีสมรรถนะไม่ด้อยกว่ากอง ทัพอื่น โดยเฉพาะกองพลนาวิกโยธิน ภายใต้การบังคับบัญชาของ พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ  ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์ปะทะกันในระหว่างวิกฤติการณ์ทางการเมืองในกรณีกบฏ วังหลวงและกรณีแมนฮัตตัน เป็นต้น สำหรับเหตุการณ์อื่น ๆ ที่สำคัญของกองทัพเรือใน ปี พ.ศ.๒๔๙๓ – ๒๔๙๔ ที่สมควรกล่าวถึง ณ ที่นี้ด้วย คือ เมื่อ ๑ ตุลาคม ๒๔๙๓ กองบังคับการกองทัพเรือได้ย้ายจากที่ตั้งเดิมบริเวณพระราชนิเวศน์ ในกรมอู่ทหารเรือ มาตั้งที่พระราชวังเดิม แม้ผู้นำรัฐบาลจะเปลี่ยนขั้วอย่างรุนแรงภายหลังวิกฤติการณ์ทางการเมืองที่ เริ่มในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ แต่ความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกายังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะเมื่อไทยได้เข้าร่วมปฏิบัติการกับสหประชาชาติในสงครามเกาหลี เพื่อปลดปล่อยสาธารณรัฐเกาหลีจากการคุกคามของประเทศเกาหลีเหนือ ภายใต้การหนุนหลังของจีนและโซเวียตโดยใน ๒๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๓ รัฐบาลไทยได้ส่งกำลังทางเรือ ประกอบด้วย ร.ล.ประแส (ลำแรก) ร.ล.สีชัง (ลำแรก) ไปร่วมรบ ณ สมรภูมิ เกาหลี   ต่อมาใน ๗ มกราคม ๒๔๙๔ ร.ล.ประแส ซึ่งอเมริกาใช้เป็นเรือล่อให้ปืนฝั่งยิงเปิดเผยตนเองได้เกยตื้นในทัศนวิสัย ที่เลว นอกฝั่งประเทศเกาหลีเหนือ ต้องสละเรือใหญ่และมีผู้เสียชีวิต ในครั้งนั้นแม้ว่าไทยจะต้องสูญเสีย ร.ล.ประแสไป แต่ก็ได้รับความช่วยเหลือเรือทดแทนจากสหรัฐอเมริกา โดยผลงานการเสริมสร้างกำลังรบชิ้นสุดท้ายของ พลเรือเอก สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือ คือ จัดซื้อเรือฟริเกต ๒ ลำ คือ ร.ล.ท่าจีน (USS Glendale, PF – 36) และ ร.ล.ประแส (USS Gallup, PF – 47) ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ขายให้ลำละ ๒๖๑,๖๖๐ ดอลลาร์ เพื่อใช้ทดแทนในสงครามเกาหลีด้วยพร้อมทั้งสนับสนุนวิทยาการในด้านต่าง ๆ รวมทั้งการสื่อสารนับแต่บัดนั้น จนประเทศไทยเป็นผู้นำในการจัดตั้งองค์กร SEATO ในปี พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยการสนับสนุนของสหรัฐอเมริกาได้ในที่สุด องค์กรนี้ได้พัฒนามาเป็น ASEAN ในปัจจุบัน

หลังจากปี พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นต้นมา การสื่อสารราชนาวีจะยังคงรุดหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง เมื่อความร่วมมือทางทหารระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกากระชับแน่นยิ่งขึ้นในช่วง สงครามเย็น โดยสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาตั้งฐานทัพอากาศในประเทศไทย และประเทศไทยได้ส่งเรือและกำลังพลไปร่วมปฏิบัติการในสงครามเวียตนามร่วมกับ สหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเวียตนาม ระหว่างปี พ.ศ. ๒๕๐๙ – ๒๕๑๕ การเข้าร่วมปฏิบัติการครั้งนี้ ทำให้ประเทศไทยได้รับยุทโธปกรณ์ที่ได้รับความช่วยเหลือในระหว่างการรบทั้ง หมดมาใช้ในราชการต่อไป แต่หลังจากสหรัฐอเมริกาพ่ายแพ้ในสงครามเวียตนาม ประกอบกับขบวนการนักศึกษาไทยที่ประท้วงขับไล่ทหารและฐานทัพสหรัฐอเมริกาออก จากประเทศไทย ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกาห่างเหินไป ส่งผลกระทบให้ความช่วยเหลือทางทหารลดน้อยลงไปด้วย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๕ เป็นต้นมา จนกระทั่งความสัมพันธ์ได้กลับมาดีขึ้นในภายหลังปี พ.ศ. ๒๕๓๓

ในท่ามกลางกระแสแห่งความเปลี่ยนแปลง เหล่านี้ โชคดีที่ความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาไม่ถือว่าเลวร้ายนัก และประเทศไทยก็มีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรปและจีน จึงทำให้การจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์สามารถดำเนินการได้ และพัฒนาการด้านการสื่อสารราชนาวีก็ยังคงดำเนินต่อไป โดยเริ่มจากการสื่อสารแบบอนาล็อก ในรูปของคลื่น CW (รหัสมอร์ส) วิทยุโทรศัพท์ ระบบวิทยุเชื่อมโยง มาจนกระทั่งเข้าสู่ยุคดิจิตอลของ ระบบ C3I เครือข่ายสารสนเทศ และระบบโครงสร้างพื้นฐานแบบดิจิตอลตามลำดับ นับได้ว่าประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าในระยะหลังนี้บทบาทนำทางด้านการสื่อสารโทรคมนาคมจะเป็นของภาคเอกชนและ รัฐวิสาหกิจซึ่งทำหน้าที่ทางโทรคมนาคมโดยตรง ตลอดจนเหล่าทัพอื่นก็มีความเจริญรุดหน้ามาเท่าทันกับกองทัพเรือ เนื่องจากได้พัฒนาระบบสื่อสารโทรคมนาคมขึ้นมาใช้เป็นของตนเองเช่นกัน

 เริ่มต้นด้วยวิทยุสัญญาณมอร์ส

ครู (น.อ.) เกรียงไกร ไกรฤทธิ์ ครู (น.อ.) สมทรง อินทรสวัสดิ์ ครู (น.อ.) อำนวย รอดทอง ครู (น.อ.) สงัด อยู่อาศรม และครู (น.ท.) สลับ จินตรัตน์ ได้กรุณาร่วมบันทึกประวัติศาสตร์ในสมัยแรกเริ่มแรกของยุคอนาล็อก หลังจากตั้งกองสัญญาณทหารเรือ ไว้ดังนี้

“ ในยุคแรกเริ่มของการสื่อสารของ ทร. ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ เมื่อมีการติดตั้งสถานีวิทยุโทรเลขกรุงเทพที่ศาลาแดง และในเรือหลวง เป็นต้นมา การสื่อสารของ ทร. ใช้ระบบการสื่อสารทางวิทยุโทรเลข (CW) เป็นหลัก จากวันแรกจนถึง พ.ศ. ๒๔๖๐ เครื่องวิทยุเป็นเครื่องของบริษัท เทเลฟุงเก้น ของประเทศเยอรมันทั้งสิ้น เครื่องรับวิทยุเป็นเครื่องชนิดใช้แร่ (Crystal Detector) ส่วนเครื่องส่งวิทยุเป็นชนิดประกาย (Spark) สามารถใช้กระแสไฟฟ้าตรง (DC) จาก Motor – Generator ได้ ในระยะที่ตั้งกองสัญญาณทหารเรือใหม่ ๆ สถานีวิทยุโทรเลขบนบกในข่ายการสื่อสารของ ทร. ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบกองสัญญาณทหารเรือในช่วงแรกนั้น ประกอบด้วย

           นามเรียกขาน       ชื่อสถานี ที่ตั้ง
HSX สถานีวิทยุกลาง ทร กองสัญญาณทหารเรือ
HSY สถานีวิทยุ กองบัญชาการสถานีทหารเรือสัตหีบ  สถานีทหารเรือสัตหีบ
HSZ  สถานีวิทยุกรมเสนาธิการทหารเรือ พระราชวังเดิม
HSX2 สถานีวิทยุกรมสรรพาวุธทหารเรือ    บางนา
HSY2  สถานีวิทยุกองบินทหารเรือสัตหีบ   สัตหีบ
HSZ2  สถานีวิทยุโรงเรียนนายเรือ เกล็ดแก้ว สัตหีบ
HSZ3  สถานีวิทยุป้อมพระจุลจอมเกล้า  ป้อมพระจุลจอมเกล้า
HSY3 สถานีวิทยุ โรงเรียนชุมพลทหารเรือ ปากน้ำสมุทรปราการ
ทร.6 สถานีวิทยุสถานีอุทกศาสตร์หัวหิน หัวหิน

                     มี การตั้งสถานีวิทยุเพิ่มเติมในระหว่างสงครามอินโดจีน เพื่อให้มีหน้าที่รับผิดชอบในการรายงานความเคลื่อนไหวของเรือรบและอากาศยาน ของข้าศึก ในการติดต่อสื่อสารต้องมีการเปลี่ยนนามเรียกขานบ่อย ๆ เพื่อป้องกันมิให้ข้าศึกพิสูจน์ทราบสถานีและที่ตั้งหน่วยได้ เน้นการใช้ประมวลภาษาไทยและประมวลสัญญาณ Q คือ สถานีวิทยุประจำที่ทำการพนักงานนำร่องสันดอนปากแม่น้ำเจ้าพระยา สถานีวิทยุเกาะจวง และสถานีวิทยุเกาะไผ่ นอกจากนี้ยังมีสถานีวิทยุในภารกิจ “กองเรือตรวจฝั่ง” (ต.ก.ฝ.) ซึ่งมีหน้าที่ในการปราบปรามจับกุมการลักลอบนำข้าวสารและของผิดกฎหมายออกนอก ประเทศในน่านน้ำไทยและน่านน้ำสากล และมีอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยศุลการักษ์ภายหลังสงครามสงบด้วย

สำหรับ สถานีวิทยุในเรือหลวง จะมีเครื่องส่งวิทยุโทรเลข (CW) ย่านความถี่สูง (HF) ใช้ส่งสัญญาณ CW ในการสื่อสารระหว่างสถานีเรือกับสถานีบก และระหว่างสถานีเรือด้วยกัน ในความถี่ ๖๔๖๙ kc/s มีเครื่องรับวิทยุโทรเลขไว้รับฟังสัญญาณวิทยุโทรเลข และข่าวอากาศ (WX) จากสถานีวิทยุกองสัญญาณทหารเรือและจากสถานีวิทยุกรมเสนาธิการทหารเรือ รวมทั้งข่าวอากาศภาษาอังกฤษจากสถานีวิทยุที่ส่งเป็นการสาธารณะ เช่น จากสถานีวิทยุ NPM , NPO ที่เกาะกวม สถานีฝั่งของประเทศญี่ปุ่น ฯลฯ ตลอดจนรับฟังสัญญาณเทียบเวลาจากสถานีเทียบเวลาต่าง ๆ สายอากาศเครื่องรับวิทยุเป็นแบบสายอากาศลูป (Loop) ใช้เป็นเครื่องวิทยุหาทิศ (Radio Direction Finder) และเครื่องช่วยการเดินเรือ (Navigation Aid) เมื่อเรือเดินทางในน่านน้ำต่างประเทศ และยังมีเครื่องรับ – เครื่องส่งวิทยุโทรเลขในย่านความถี่ ๓๖๕ – ๕๑๕ kc/s ในการติดต่อสื่อสารกับสถานีวิทยุในต่างประเทศ ใช้ความถี่ ๕๐๐ kc/s เป็นความถี่เรียก และใช้เฝ้าฟังสัญญาณอันตรายอับจน ในนาทีที่ ๑๕ และ ๔๕ ของทุกชั่วโมงตามเวลามาตรฐานสากล (GMT)

ผู้ที่วางรากฐานสำคัญของกองสัญญาณทหารเรือ (สญ.) ในอดีต คือ น.อ.ชา ลี สินธุโสภณ ที่ชาวสื่อสารเรียกท่านว่าผู้กองชาลี ด้วยท่านมีวิสัยทัศน์กว้างไกล ได้พัฒนากองสัญญาณทหารเรือ ให้มีความเจริญก้าวหน้า จนเป็นที่ยอมรับของหน่วยงาน องค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านเป็นนักคิด นักพัฒนา นักประดิษฐ์คิดค้นอุปกรณ์การสื่อสารต่าง ๆ มากมาย ศิษย์ สญ.ทุกคนยังคงรำลึกนึกถึงพระคุณของท่านไม่รู้ลืม

                หากมองย้อนอดีตถอยหลังกลับไปหากองสัญญาณทหารเรืออีกครั้ง หลังจากที่ถูกยุบเลิกและให้กระจายงานไปยังส่วนต่าง ๆ แล้ว หมวดสถานีวิทยุและหมวดทัศนสัญญาณ ก็ไปสังกัดกองสื่อสารกรมยุทธการทหารเรือ หมวดช่างวิทยุและหมวดช่างโรงงานไปสังกัดกองช่างไฟฟ้าสื่อสาร กรมอู่ทหารเรือ คุณครู (น.อ.) อำนวย พุกงาม ท่านเล่าให้ฟังว่า “พอจำได้ว่า ในครั้งแรกกองสื่อสารมีที่ตั้งหน่วยอยู่ที่อาคารเรือนไม้หลังเล็ก ๆ บริเวณเนินดินริมกำแพงด้านใต้ของพระราชวังเดิม มีหน้าที่ในการสื่อสารทั้งทางวิทยุและทางทัศนสัญญาณของกองทัพเรือ ลำดับต่อมาเมื่อกรมเสนาธิการทหารเรือได้ย้ายที่ตั้งหน่วยไปอยู่อาคารแห่ง ใหม่แล้ว อาคารหลังเดิมของกรมเสนาธิการ ก็ให้กองสื่อสารได้ใช้เป็นที่ตั้งหน่วย ก็คือ อาคารกองบังคับการ กรมสื่อสารทหารเรือนั่นเอง ชั้น ๒ ฝั่งด้านตะวันออก (กองอำนวยการสื่อสารเดิม) จัดทำเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกลาง ทร. โดยมีครูเบญจะ ภมรสูตร หัวหน้าแผนกซ่อม ฯ เป็นผู้ออกแบบ และพัฒนาปรับปรุงอุปกรณ์เครื่องมือสื่อสารที่ได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐ อเมริกา และที่หลงเหลือจากสงครามมาดัดแปลงเป็นเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งวิทยุ ติดตั้งประจำสถานีวิทยุกลาง ทร. มีเครื่องรับวิทยุและเครื่องส่งวิทยุจากกองสัญญาณทหารเรือบางส่วนด้วย สำหรับเครื่องส่งวิทยุ ตราอักษร PC610E ซึ่งเป็นเครื่องขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก ได้ติดตั้งไว้ที่ชั้นล่างของอาคาร (ห้องหัวหน้ากองธุรการปัจจุบัน) มีเครื่องส่งฉุกเฉินติดตั้งไว้ที่ห้องเครื่องส่งฉุกเฉิน (ห้องภัณฑุปกรณ์ปัจจุบัน) สถานีวิทยุกลาง ทร. จัดพนักงานวิทยุ เข้าเวร วันละ ๒ นาย พันจ่า ๑ นาย และจ่า ๑ นาย มีการวางสายส่งผ่านสัญญาณไปยังอาคารกรมเสนาธิการทหารเรือด้วย การส่งข่าวจากกรมเสนาธิการทหารเรือไปยังสถานีวิทยุกลาง ทร. จะรับ – ส่งข่าวทางโทรศัพท์ และมีการยืนยันข่าวให้ถูกต้องอีกครั้งในเวลางานของวันใหม่ เสาอากาศเดิมเป็นแบบเส้นลวด ขึงอยู่บนอาคารเรือนไม้ แต่ความสูงของเสาไม่มากนัก เพื่อมิให้ไปบดบังเสาธงตำแหน่งของผู้บัญชาการทหารเรือ ต่อมามีการติดตั้งเสาอากาศเพิ่มเติมบนดาดฟ้าของอาคารด้วย

ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๐๐ กองสื่อสารได้มีการปรับปรุงระบบการติดต่อสื่อสารให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยไปติดตั้งเครื่องรับ – ส่งวิทยุในพื้นที่ของกองบัญชาการกองทัพเรือสัตหีบ (บก.ทร.สัตหีบ) เป็นอาคารเรือนไม้ชั้นเดียว อยู่ใกล้กับโรงไฟฟ้าของกองบัญชาการกองทัพเรือสัตหีบ เครื่องมือสื่อสารได้รับการช่วยเหลือจากสหรัฐอเมริกา มีทั้งเครื่องรับ – ส่งวิทยุ TCS เครื่องส่งวิทยุ DE610E และเครื่องรับวิทยุ  เครื่องส่งฉุกเฉินและเสาอากาศ จำนวน ๒ ต้น ที่ยอดเขาแหลมเทียน (สถานีวิทยุเชื่อมโยงแหลมเทียนในปัจจุบัน) เป็นเสาที่สูงตระหง่าน ทำให้ประสิทธิภาพในการติดต่อสื่อสารกับเรือในทะเลดีขึ้น ด้วยความสูงของเสาอากาศดังกล่าว จึงเป็นเป้าหมายให้เรือรบฝรั่งเศสที่เข้ามาลาดตะเวนตรวจการณ์พบเห็นและ วิเคราะห์ได้ว่า น่าจะเป็นที่ตั้งของหน่วยทหาร ในสงครามอินโดจีนจึงถูกเรือรบฝรั่งเศสระดมยิงด้วยปืนเรือ เพื่อตัดการสื่อสาร แต่เสาอากาศไม่ได้รับความเสียหายมากนัก ยังแข็งแรงและใช้ประโยชน์ได้เรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้ รวมทั้งในอดีตยังใช้เป็นที่ติดตั้งหอสัญญาณเข้างาน – เลิกงานของกรมโรงงานฐานทัพเรือสัตหีบ ปัจจุบันใช้เป็นที่ติดตั้งเสาอากาศรับ – ส่งสัญญาณของระบบการสื่อสารสมัยใหม่ ทั้ง AIS และ DTAC ไปเรียบร้อยแล้ว อยากให้อนุชนคนรุ่นหลังได้สำนึกตระหนักถึงคุณประโยชน์และร่วมกันอนุรักษ์เสา อากาศ ๒ ต้นนี้ไว้ตราบนานเท่านาน เพราะเป็นตำนานประวัติศาสตร์ทางการสื่อสารของชาติที่ยังคงมีเหลืออยู่ น่าเสียดายเหลือเกินกองสัญญาณทหารเรือ แม้ได้ขึ้นบัญชีเป็นมรดกของชาติแล้ว ยังถูกทำลายไปอย่างน่าใจหาย

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๕ หลังกรณีแมนฮัตตัน กองสื่อสารบางส่วนได้ย้ายไปตั้งอยู่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ โรงเรียนจ่าวิทยุและโรงเรียนจ่าทัศนสัญญาณ การเดินทางจากพระนครไปป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ ในสมัยนั้นมีความทุรกันดารมาก ยังไม่มีถนนตัดไปถึงป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ เส้นทางยังเป็นทางเกวียน มีภยันตรายมากมาย การเดินทางไปป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ ส่วนใหญ่ต้องเดินทางโดยรถยนต์ ไปลงที่ปากน้ำสมุทรปราการ แล้วลงเรือกลไฟของกองเรือกลหรือเรือยนต์รับจ้างของชาวบ้านต่อไปขึ้นฝั่งที่ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ สภาพของพื้นที่โดยทั่วไป ยังเป็นพื้นที่ป่าชายเลนที่สมบูรณ์ ล้อมรอบไปด้วยต้นไม้หลากหลายสายพันธุ์ ที่ขึ้นอยู่ตามธรรมชาติ   ต้นจากและต้นลำพู ขึ้นเป็นแนวกำแพงยาวเหยียดไปตามสองฝากฝั่ง กันคลื่นกันลมได้เป็นอย่างดี และยังเป็นแหล่งสะสมอาหารตามระบบนิเวศวิทยาอีกด้วย กุ้งหอยปูปลามีอย่างอุดมสมบูรณ์มาก ปลาช่อนปลาดุกตัวเขื่อง ๆ หากินได้ไม่ยากนัก ปลาหมอเทศใช้มุ้งขาด ๆ ทำเป็นสวิงช้อนครั้งเดียวก็เหลือกินแล้ว”

                ครู (น.อ.) เกรียงไกร ไกรฤทธิ์ และ ครู (น.ท.) สลับ จินตรัตน์ เล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า “เมื่อครั้งที่เป็นนักเรียนจ่า ได้มาเล่าเรียนอยู่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า ฯ เป็นรุ่นบุกเบิกในยุคแรก ๆ ต้องช่วยกันหักร้างถางพงและปรับพื้นที่กันขนานใหญ่ ต้องช่วยกันขนดินที่เรือขุดของกรมเจ้าท่า ขุดลอกล่องน้ำ ปากแม่น้ำเจ้าพระยา มากองไว้ให้ที่ว่างบริเวณชายฝั่ง นำไปปรับถมพื้นที่ที่ยังเป็นพื้นที่ต่ำ หรือยังมีน้ำท่วมขังให้มีความสูงเสมอกัน เพื่อจะใช้ประโยชน์ได้ ยุงเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งของการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน พื้นที่โดยรอบเป็นป่าจาก จึงมียุงชุกชุมมากไม่แพ้กับปูแสม ช่วงยามเย็นจะมาเป็นฝูงเลยทีเดียว

                การติดต่อสื่อสารทางวิทยุโทรเลข พนักงานวิทยุต้องมีทักษะความชำนาญในการรับ – ส่งสัญญาณมอร์ส ในยุคนั้นถือว่าทหารเรือเป็นต้นกำเนิดการรับ – ส่งสัญญาณโทรเลข (สัญญาณมอร์ส) การฝึกหัดศึกษาของนักเรียนจ่าสื่อสารในอดีต ครูบาอาจารย์จะมีความเข็มงวดอย่างมาก ฝึกรับ - ส่งกันตลอดทั้งในช่วงเช้าและช่วงเย็น ผู้ที่รับสัญญาณไม่ได้จะถูกกักให้อยู่โรงเรียน ไม่ปล่อยกลับบ้าน จนกว่าจะรับสัญญาณได้ตามเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด

ใน ยุคแรก ๆ นั้นการติดต่อสื่อสารของกองทัพเรือจะเน้นการติดต่อทางด้านวิทยุโทรเลขเป็น หลัก แม้จะมีวิทยุโทรศัพท์ โทรพิมพ์ และโทรศัพท์มาใช้ในราชการบ้างแล้วก็ตาม แต่ผู้บังคับบัญชาจะมุ่งเน้นให้ใช้วิทยุโทรเลขเป็นหลักก่อน พนักงานวิทยุในสมัยนั้น จึงมีความชำนาญในการทำงานทางด้านวิทยุโทรเลขมาก บางท่านสามารถรับ – ส่งสัญญาณวิทยุไทยได้ถึง ๓๐ คำ/นาที บางท่านรับสัญญาณด้วยพิมพ์ดีด เนื่องจากการรับสัญญาณที่มีความเร็วสูง ๆ มือจะแข็ง เขียนไม่ทันต้องใช้พิมพ์ดีดช่วย และบางท่านใช้คีย์สะบัดเลยก็มี ทำให้หลายท่านเปลี่ยนงานไปเป็นพนักงานวิทยุ (Spark) เรือเดินทะเล เรือสินค้า ซึ่งกำลังมีความต้องการพนักงานวิทยุจำนวนมาก โดยมีเงินเดือนเป็นหมื่นเป็นสิ่งล่อใจ รวมทั้งหน่วยงานนอกกองทัพเรือ กรอบกับการสอบรับใบอนุญาต (ตั๋ว) พนักงานวิทยุทั่วไปในเรือ ที่กรมไปรษณีย์โทรเลขนั้น ไม่ยากเกินความสามารถของพนักงานวิทยุ กองสื่อสารทหารเรือ

                เมื่อกล่าวถึงความเข็มงวดในการติดต่อสื่อสารทางวิทยุโทรเลขแล้ว ต้องนึกถึง ครู (น.ต.) ผล หินอ่อน อดีตหัวหน้าสถานีสื่อสารกลาง กรมสื่อสารทหารเรือ และครู (น.ต.) สมควร ผึ่งละม้าย อดีตหัวหน้าสถานีทหารเรือสงขลา   ท่านจะเฝ้าฟังการทำงานของพนักงานวิทยุตลอดเวลา พนักงานวิทยุที่ใช้ระเบียบปฏิบัติไม่ถูกต้อง ไม่มีวินัยในวงจร หรือเคาะสัญญาณคุยกัน ท่านจะลงมาเล่นงานทันที หากยังฝ่าฝืนอีก ถึงขั้นลงโทษกัก งดบำเหน็จประจำปีเลยทีเดียว เวลาที่ท่านลงมาตรวจเวรยามครั้งใด แล้วพบเวรยามผู้ใดง่วงเหงาหาวนอน หรือหลับยาม หรือไม่บันทึกการทำงานตามระเบียบปฏิบัติที่กำหนดไว้ ท่านจะลงโทษทันที เป็นการปลูกฝังหรือสร้างจิตสำนึกรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำให้ทุกคนมีวินัยในวงจรไปในตัวด้วย

ครู (น.อ.) สุนันท์ ปุจฉาการ อดีตข้าราชการกรมสื่อสารทหารเรือ ท่านมีประสบการณ์ตรงในการทำงานวิทยุโทรเลข อีกท่านหนึ่ง ท่านเล่าให้ฟังว่า เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๐ กองทัพเรือได้สั่งต่อเรือชุดเรือเร็วโจมตีนำวิถีที่ประเทศอิตาลี (ร.ล.ราชฤทธิ์ ร.ล.วิทยาคม ร.ล.อุดมเดช) และในปี พ.ศ. ๒๕๒๒ กองทัพเรือได้จัดส่งข้าราชการไปรับเรือ ร.ล.วิทยาคม พ.จ.อ.นริศ สายะสนธิ (ชั้นยศในขณะนั้น) เป็นหัวหน้าพนักงานวิทยุ จ.อ.สุนันท์ ปุจฉาการ (ชั้นยศในขณะนั้น) จ.อ.สมชาย จรรยา (ชั้นยศในขณะนั้น) เป็นพนักงานวิทยุ พ.จ.อ.เดช ศรีเจริญ จ.อ.ทวี โตคีรี จ.อ.ธนิต นาคมณี (ชั้นยศในขณะนั้น) เป็นพนักงานเรดาร์ จ.อ.วสุพล ทองกระจ่าง (ชั้นยศในขณะนั้น) เป็นพนักงานทัศนสัญญาณ โดยมี น.ต.ชัย สุวรรณภาพ (ชั้นยศในขณะนั้น/ต่อมาเป็นพลเรือเอก) เป็นผู้บังคับการเรือ ระหว่างที่เรือเดินทางกลับประเทศไทย ผ่านเมืองท่าสำคัญต่าง ๆ ถึง ๑๘ เมืองท่า เช่น เวนิส โตรอนโต กรีก อเล็กซานเดีย ปอร์ตเสต เข้าคลองสุเอช ผ่านเจตดาห์ ซาอุดิอาระเบีย จิบูติ รัสมัทคัท/โอมาน อินเดีย ปากีสถาน โคลัมโบ/ศรีลังกา พม่า สิงคโปร์และเข้าประเทศไทย ตลอดระยะเวลาการเดินทางใช้การติดต่อสื่อสารทางวิทยุโทรเลขเป็นหลัก ทั้งการติดต่อกับเมืองท่าต่าง ๆ และศูนย์สื่อสาร สถานีสื่อสารกลาง กรมสื่อสารทหารเรือ ผลการรับ - ส่งสัญญาณวิทยุ “ดัง ชัดเจนดี” ในขณะที่เรือเดินทางออกจากคลองสุเอซได้ไม่นาน เรือเจอมรสุมอย่างจังเป็นเหตุให้เครื่องจักรใหญ่ (MTU) มีเหตุขัดข้อง ผู้บังคับการเรือจึงสั่งให้ส่งข่าว (โทรเลข) รายงานกองทัพเรือ และขอรับการสนับสนุนอะไหล่ในการซ่อมทำโดยด่วน พนักงานวิทยุในขณะนั้น จ.อ.สุนันท์ ปุจฉาการ ได้ติดต่อทางวิทยุโทรเลขส่งข่าวโดยตรงให้ศูนย์สื่อสาร สถานีสื่อสารกลาง กรมสื่อสารทหารเรือ บังเอิญครู (น.ต.) ผล หินอ่อน หัวหน้าสถานีสื่อสารกลาง มาตรวจเวรพอดี จึงได้ควบคุม กำกับดูแลการรับส่งข่าวฉบับดังกล่าวด้วยตนเอง เป็นความตื่นเต้นดีใจทั้งคนรับและคนส่งสัญญาณ เพราะเป็นการติดต่อสื่อสารระยะไกล ที่ประสบผลสำเร็จครั้งแรกของเรือที่เดินทางกลับประเทศไทย

ข้อจำกัดในการติดต่อสื่อสารทางวิทยุโทรเลข คือ สัญญาณรบกวนและการจางหายของสัญญาณ ซึ่งเป็นอุปสรรคในการติดต่อสื่อสาร พนักงานวิทยุต้องมีทักษะความชำนาญและได้รับการฝึกฝน มาเป็นอย่างดี จึงจะสามารถแยกแยะสัญญาณต่าง ๆ ได้ วัฒนธรรมองค์กรที่ดีอย่างหนึ่งของชาวสื่อสาร คือ ความสามัคคีช่วยเหลือเกื้อกูลกันในวงจรสื่อสาร สถานีที่อยู่ใกล้หรือได้ยินสัญญาณที่ “ดังชัดเจนดี” จะส่งถ่ายทอด “เวียร์” สัญญาณที่ตนรับได้นั้นให้กับสถานีที่อยู่ห่างไกล หรือสถานีที่รับฟังสัญญาณไม่ได้ หรือรับสัญญาณได้เบา มีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนกว่าทุกสถานีจะรับสัญญาณได้ถูกต้องครบถ้วน จึงจะตอบรับทราบข่าว หรือตอบรับข้อความนั้น ๆ วัฒนธรรมเช่นนี้ ปัจจุบันแทบจะหาทำยายากแล้ว

๑๐๐ ปี สื่อสารทหารเรือไทย ฤาจะสิ้นสัญญาณมอร์ส

               ว่าที่ น.อ.วสุพล ทองกระจ่าง หัวหน้ากองโทรศัพท์ ศูนย์โทรคมนาคม กรมการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศทหารเรือ เล่าประสบการณ์ชีวิตการทำงาน และฝากแง่คิดไว้น่าสนใจ ดังนี้  “ ดา ดา ดิ ดา หรือ วาบ วาบ วับ วาบ เสียงหรือแสงไฟนี้ยังคงดังก้องหูมองดูคุ้นเคยติดตาทหารเหล่าสัญญาณทั้งเหล่า วิทยุ เรดาร์ โซนาร์ และทัศนสัญญาณเรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้ห้วงเวลา ๒ ปีที่เข้ารับการศึกษาเป็นนักเรียนจ่าเหล่าทหารสัญญาณ ทั้งที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ และโรงเรียนสื่อสาร ทุกคนต่างขะมักเขม้นกับการท่องจำ ฝึกหัดรับ – ส่งสัญญาณมอร์ส ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้สามารถรับ – ส่งได้ตามอัตราความเร็วที่กำหนด (สัญญาณวิทยุไทย ๒๕ คำต่อนาที สัญญาณสากล ๒๐ คำต่อนาที) เมื่อจบการศึกษาแล้ว ต้องนำมาใช้ปฏิบัติหน้าที่รับ – ส่งข่าววิทยุโทรเลขทั้งในเรือและสถานีบนบก และใช้สอบเลื่อนฐานะจากจ่าเป็นพันจ่าและพันจ่าเป็นนายทหารสัญญาบัตรด้วย สัญญาณมอร์สจึงเปรียบเสมือนยาขม และสัญลักษณ์ของทหารเหล่าทหารสัญญาณตลอดมา ที่กล่าวว่าสัญญาณมอร์สเป็นยาขมก็เพราะว่า ถ้ารับสัญญาณมอร์สไม่ได้ ย่อมมีผลต่อการสอบเลื่อนฐานะนายทหารประทวน สอบแข่งขันครั้งใดสอบไม่ได้สักที บางคนเกิดความท้อแท้ขอเปลี่ยนพรรคเหล่าไปก็มีมาก

ที่อารัมภบทมาเช่นนี้ ก็เพราะว่าในระหว่างที่ผู้เขียนได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกศึกษา โรงเรียนสื่อสาร (พ.ศ. ๒๕๕๑ – ๒๕๕๔)นักเรียนจ่าที่เข้ามารับการอบรมหลายหลายรุ่น ได้ตั้งคำถามไว้น่าสนใจ เช่น ปัจจุบันสัญญาณมอร์ส สัญญาณโคมไฟถูกลดบทบาทลง จนเกือบจะไม่ได้ใช้รับ - ส่งข่าวกันแล้ว แต่ทำไมเหล่าทหารสัญญาณ จึงยังดำรงสัญญาณมอร์สไว้อีก และกำหนดเป็นมาตรฐานวิชาชีพเหล่าทหารสัญญาณ รวมทั้งใช้สอบเลื่อนฐานะนายทหารประทวนอีก “สัญญาณมอร์สได้ยกเลิกการใช้งานไปแล้ว ตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) ” ทำไมโรงเรียนสื่อสารยังสอบวิชาสัญญาณมอร์สอีก ผู้เขียนซึ่งไม่มีความกระจ่างในเรื่องนี้ จึงตอบแต่เพียงว่า “....ในทางทหาร สัญญาณมอร์สยังคงมีความจำเป็นครับ” ไม่ทราบว่าเป็นคำตอบที่ใช่หรือไม่ ฤาจะสิ้นสัญญาณมอร์สดังที่ตั้งเป็นชื่อเรื่องไว้ เห็นด้วยหรือไม่

      การสื่อสารระบบวิทยุโทรเลข ยังคงมีตัวอย่างอีกมากมาย ที่ยังมิได้มีการบันทึกลำดับเหตุการณ์ไว้ แต่ก็พอจะอนุมานได้ว่าทำไมพนักงานวิทยุในอดีตจึงต้องฝึกฝนรับสัญญาณ เคาะมอร์สให้ชำนาญที่พนักงานรุ่นเก่า ๆ เรียกว่า “คีย์สะบัด” การจูนเครื่องส่งเพื่อให้สัญญาณมอร์สที่เคาะออกอากาศได้ยินชัดเจนก็นับว่า ยากยิ่ง โดยเฉพาะเครื่องรุ่นที่ใช้แร่ อีกทั้งยังต้องท่องจำ CODE Q , CODE Z ที่ต้องใช้ประจำ เช่น QRK ท่านรับฟังข้อความของข้าพเจ้าได้ชัดเจนเพียงใด ? QSA ความแรงสัญญาณของข้าพเจ้าเป็นอย่างไร ? หรือ QRU ท่านมีข้อความ (ข่าว) ถึงข้าพเจ้าหรือไม่ ? เหล่านี้เป็นหน้าที่ปฏิบัติประจำวันของพนักงานวิทยุ (รปจ.) ซึ่งปัจจุบันไม่มีการปฏิบัติดังกล่าวให้เห็นอีกแล้วทั้งในเรือ และสถานีบนบก

ถ้าถามว่าการใช้รหัสมอร์สยังมีความจำเป็น อยู่หรือไม่ ท่านผู้อ่านอาจจะตอบว่าไม่มีความจำเป็น เพราะรหัสมอร์สถูกยกเลิก และแทนที่ด้วยระบบขอความช่วยเหลือและป้องกันภัยทางทะเลทั่วโลก (GMDSS : Global Maritime Distress Safety System) ไปเรียบร้อยแล้ว เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ (ค.ศ. ๑๙๙๙) หรือบางท่านก็อาจจะตอบว่าประเทศไทย (บริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด มหาชน) ได้ประกาศยกเลิกการให้บริการวิทยุโทรเลขแล้ว ตั้งแต่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๑ ก็ยังมีอีกหลาย ๆ ท่านไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่าคงไม่มีหลักประกันใด ๆ ในระบบการสื่อสาร ปัจจุบันยุคดิจิตอล 3G หรือ 4G ก็ตาม จะอำนวยประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารได้อย่างมั่นคง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการติดต่อสื่อสารยุทธวิธีทางทหาร ที่ต้องอยู่บนพื้นฐาน “เชื่อถือได้ รวดเร็ว ปลอดภัย” โดยขอนำตัวอย่างเหตุการณ์ข่าว “พายุเฮอริเคนแซนดี” ที่พัดถล่มประเทศสหรัฐอเมริกา (ต.ค.๕๕) ที่ผ่านมา เป็นอุทธาหรณ์ได้ ก่อให้เกิดมหันตภัยอย่างใหญ่หลวง ไฟฟ้าดับ ระบบการสื่อสารโทรคมนาคมขัดข้องติดต่อสื่อสารไม่ได้ ทรัพย์สินบ้านเรือนเสียหาย ประชาชนล้มตาย กว่าจะแก้ไขให้กลับคืนสภาพเดิมได้ต้องใช้เวลา สหรัฐอเมริกาได้เตรียมแผนเผชิญเหตุไว้ล่วงหน้าแล้ว ยังไม่สามารถป้องกันได้ และยังมีภัยธรรมชาติอื่น ๆ เช่น แผ่นดินไหว ที่อาจเกิดขึ้นได้ในประเทศไทยเรา เมื่อถึงเวลานั้นระบบการสื่อสารแบบดั้งเดิม วิทยุโทรเลข ทัศนสัญญาณ

บทความที่เกี่ยวข้อง

แบบสำรวจ
เว็บไซต์นี้ใช้คุกกี้ เราใช้คุกกี้เพื่อให้ท่านได้รับประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดบนเว็บไซต์ของเรา โปรดศึกษาเพิ่มเติมที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว
ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

จัดการความเป็นส่วนตัว
คุกกี้ที่มีความจำเป็น
(Strictly Necessary Cookies) เปิดใช้งานตลอด

คุกกี้ประเภทนี้มีความจำเป็นต่อการให้บริการเว็บไซต์ของ ทร. เพื่อให้ท่านสามารถเข้าใช้งานในส่วนต่าง ๆ ของเว็บไซต์ได้ รวมถึงช่วยจดจำข้อมูลที่ท่านเคยให้ไว้ผ่านเว็บไซต์ การปิดการใช้งานคุกกี้ประเภทนี้จะส่งผลให้ท่านไม่สามารถใช้บริการในสาระสำคัญของ ทร. ซึ่งจำเป็นต้องเรียกใช้คุกกี้ได้